
การใช้ยาระหว่างการตั้งครรภ์
คลอดและให้นมบุตรและการคุมกำเนิด
นำเสนอโดย ภก.ศักดิ์นรินทร์ บุญเกื้อ
การใช้ยาระหว่างการตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
ทั้งนี้เพราะว่ายาที่แม่ได้รับเข้าไปสามารถซึมผ่านไปยังทารกได้ทางรก
อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์นั้นขึ้นอยู่กับ ระยะการตั้งครรภ์
ความเข้มข้นของยาและความสามารถในการซึมผ่านรกไปยังทารก(ยาที่ละลายในไขมันได้ดีจะผ่านรกได้ง่ายกว่า)เช่นถ้าแม่ได้รับยาแอมเฟตามีน(Amphetamine)ในเดือนแรกๆของการตั้งครรภ์
จะทำให้ทารกมีโอกาสพิการตั้งแต่กำเนิดโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ ถ้ามารดาได้รับยาแอสไพรินตั้งแต่ระยะ
3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ทารกที่คลอดออกมาจะมีความผิดปกติทางเลือด
โดยเลือดจะแข็งตัวช้าลง
นอกจากนี้แล้วการให้ยาในระหว่างแม่ให้นมลูกก็ต้องใช้ความระมัดระวังมาก
เพราะมียาหลายชนิดที่ถูกขับออกทางน้ำนม เมื่อทารกดื่มนมแม่ก็ได้รับยานั้นด้วย เช่น
ยาเตตร้าซัยคลิน
ที่ถูกขับออกทางน้ำนมจะมีผลทำให้ฟันเด็กเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและผุง่ายดังนั้นเมื่อกล่าวโดยสรุป
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในหญิงมีครรภ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 3 เดือนแรกและระหว่างการให้นมลูก
เพราะอาจทำให้เกิดความพิการได้ในทารกถ้าใช้ยาอย่างไม่ระมัดระวัง
ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ หรือปรึกษาการใช้ยากับเภสัชกร
ยาที่รวบรวมในตารางนี้ได้มีการศึกษาทดลองในสัตว์แล้วว่าอาจจะมีผลทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์
ดังนั้นจึงอาจไม่จำเป็นเสมอไปว่ายาเหล่านี้ต้องทำให้เกิดความพิการของทารกในคนจริง
แต่อย่างไรก็ตามก็ควรจะเป็นข้อระมัดระวังในการใช้ยาเหล่านี้โดยไม่จำเป็นในระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
ชนิดของยา ผลต่อทารก
1.
ยาแก้ปวดและยาแก้ไข้
salicylate -ทำให้ระยะการคลอดของมารดานานขึ้น
-ทารกอาจมีความพิการของระบบประสาท,หัวใจ,ปากแหว่งเพดานโหว่,hypospadias
-ทารกเลือดออกง่าย
Acetaminophen(Paracetamol) -โดยมากไม่มีผลเสียถ้าใช้ขนาดต่ำๆและช่วงสั้นๆ
-ความพิการที่อาจพบได้ในทารกคือข้อตะโพกเคลื่อน เท้าปุก,ต้อกระจก
-ถ้ามารดาได้รับขนาดสูงใกล้คลอดจะมีพิษต่อตับทารก
2.ยาชาและยาสลบ
ยาชาและยาสลบเกือบทุกชนิดผ่านรกได้ดี-กดการหายใจของทารก(ยกเว้นSuccinylchlorideและCurare)
พยาบาลดมยาที่ทำงานตลอดระยะเวลาการ-พบความพิการแต่กำเนิดในทารกมากกว่าตั้งครรภ์ปกติประมาณ3
เท่า,มีการแท้งและคลอด ก่อนกำหนดมากกว่าปกติ
3.ยาระงับการชัก
Barbiturates -ขนาดสูงทำให้ทารกในครรภ์เติบโตช้า,ใบหน้าผิดปกติ,จมูกแบน,ตาห่าง,หนังตาตก)
-ถ้ามารดาได้รับยาเป็นเวลานานทารกจะแสดงอาการขาดยาแบบยาเสพติด
-ถ้าใช้ใกล้คลอดจะกดการหายใจของทารก
Phenytoin -ทารกที่คลอดจะมีจมูกสั้นและแบน,ตาห่าง,แขนขนผิดปกติ เติบโตช้าปัญญาอ่อน(Fetal Hydantoin Syndrome)พบได้ประมาณร้อยละ 10
-ถ้าใช้ระยะท้ายของการตั้งครรภ์ ทารกจะมีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
4.ยารักษาโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด
แมกนีเซี่ยม ซัลเฟต -ถ้าใช้ในระยะใกล้คลอดจะกดการหายใจของทารก
มีอาการตัวอ่อนปวกเปียกหรือชักได้
ยาขับปัสสาวะ -ทารกมีเกล็ดเลือดต่ำ,ลดการขับถ่ายEstriolในมารดา
5.วิตามินและเหล็ก
วิตามิน A -ถ้าใช้ปริมาณมากทำให้เกิดความพิการของไต
และระบบขับถ่าย,ปัสสาวะ,ระบบประสาท
วิตามิน D -โรคหัวใจชนิดSupravalvular aortic stenosis ใบหน้าผิดปกติและปัญญาอ่อน
วิตามิน K -ถ้าให้ขนาดสูงใกล้คลอดจะทำให้ทารกตัวเหลืองและทำลายตับของทารกได้
เหล็ก -อาจทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดในทารกได้
6.ยาต้านจุลชีพ
เพนนิซิลิน
แอมพิซิลิน -ผ่านรกได้ดี ระดับเลือดในทารกสูงกว่าในมารดาแต่ยังไม่พบอันตรายในทารก
ไดคลอกซาซิลิน,เมธิซิลิน,เพนนิซิลิน -ผ่านรกได้ดี ยังไม่พบผลเสียต่อทารก
โคไตรมอกซาโซล -ยังไม่พบว่าทำให้เกิดความพิการในทารก
แต่ไม่ควรใช้ในรายที่มารดาหรือทารกขาด เอ็นซัยม์ G-6-PD
เตตราซัยคลิน -ทำให้ทารกฟันเหลือง,ฟันผุง่าย,Enamelเจริญไม่เต็มที่ อาจพบต้อกระจกหรือมือพิการได้
7.ฮอร์โมนและยาเกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อ
ยากินคุมกำเนิด -อาจพบความพิการของหลอดเลือดใหญ่และแขนขากุดในทารกได้มากกว่าปกติเล็กน้อย
Glucocorticoids -ถ้าใช้เป็นเวลานานทำให้ทารกในครรภ์เติบโตช้า
การทำงานของต่อมหมวกไตในทารกลดลงอาจพบเพดานโหว่,หัวใจและแขนขาผิดปกติ
และพบทารกตายคลอดมากกว่าปกติ
ยารักษาโรคคอพอกเป็นพิษ -ทำให้เกิดโรคคอพอกในทารก ซึ่งอาจมีผลกดเบียดทางเดินหายใจของทารกได้,คลอดก่อนกำหนด
8.ยารักษาโรคจิตและประสาท
Diazepam -ทารกมีปากแหว่ง,เพดานโหว่ ถ้าใช้ใกล้คลอดทารกจะมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง,ตัวเย็น และอาจแสดงอาการขาดยาหลังเกิดได้
Haloperidol -ถ้าใช้ในระยะต้นของการตั้งครรภ์ทารกแขนขาพิการได้
Pethidine -ถ้าใช้ในระยะ 1-3 ชม.ก่อนคลอดจะกดการหายใจของทารก
Chlopromazine -แท้งมากขึ้น,ทำให้เกิดตาพิการ,ถ้าใช้ใกล้คลอด
การควบคุมอุณหภูมิของทารกจะเสียไป
9.เหล้า,บุหรี่และสารอื่นๆที่มารดาได้รับจากสิ่งแวดล้อม
เหล้า -เกิดFetal Alcohol Syndromeพบได้ประมาณ
30-70%ของมารดาที่ดื่มเหล้าจัด มีความพิการของใบหน้า,ข้อต่อ,หัวใจ,ประสาท,ปัญญาอ่อน
บุหรี่ -ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า น้ำหนักแรกเกิดน้อย
มารดาจะตกเลือดก่อนคลอดมากขึ้น การเติบโตของทารกหลังเกิดก็ช้ากว่าปกติ
กาแฟ -พบความพิการในหนู,อาจทำให้ทารกในครรภ์เติบโตช้า
ตะกั่ว -แท้ง,ความพิการทางระบบประสาท,ทารกเติบโตช้าทั้งในครรภ์และหลังเกิด
สูดดมน้ำมันเครื่อง -ความผิดปกติทางสมองและรูปร่างของศรีษะ
ยาและสารที่ผ่านสู่ทารกทางน้ำนมแม่
หลักการในการพิจารณาว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นจะสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่ดังนี้
1.ถ้ามีโอกาสเลือกใช้ยาได้หลายชนิด
ให้เลือกชนิดที่ทราบว่ามีอันตรายต่อทารกน้อยที่สุด
หรือเป็นยาที่ถูกขับออกทางน้ำนมแม่น้อยที่สุด
2.ถ้าเป็นยาที่ทราบว่ามีอันตรายต่อทารก,แต่มีความจำเป็นที่จะต้องให้นมแม่ในช่วงระยะเวลาไม่นานนัก,ให้หยุดน้ำนมแม่ชั่วคราว. ในระหว่างนั้นให้แม่บีบน้ำนมทิ้งเป็นระยะๆ
เพื่อไม่ให้น้ำนมแห้ง
เมื่อแม่เลิกใช้ยาและคาดว่าปริมาณยาที่ถูกขับออกมาในน้ำนมหมดไปแล้ว
ก็ให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้
3.ถ้าเป็นยาที่จำเป็นต้องใช้ในแม่และยังไม่ทราบผลที่อาจจะเกิดขึ้นกับทารก,ถ้าไม่เหมาะที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมผสมชั่วคราวในระยะนั้น ก็ให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อไปได้
แต่ต้องเฝ้าดูทารกอย่างใกล้ชิดเพื่อสังเกตุผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยานั้น ๆ
ผลของกลุ่มยาต่าง ๆ
ต่อทารกขณะได้รับนมแม่
1.ยาระงับความเจ็บปวด(Analgesic)
ยากลุ่มนี้พบกันมานานแล้วว่าสามารถขับออกทางน้ำนมแม่ได้ดี เช่น
morphine ยาที่ใช้กันโดยทั่ว ๆ ไปเช่น Paracetamol
จะไม่มีผลข้างเคียงต่อเด็ก การให้ Acetyl salicylic
acid(ASA)เป็นระยะเวลานาน ๆ ในแม่ที่มีโรคปวดข้อ(arthritis)อาจทำให้ทารกเกิด metabolic acidosisได้
แต่การใช้เพียง 1-2 ครั้งค่อนข้างจะปลอดภัยสำหรับทารกแรกเกิด
การใช้ Diazepam ก็เช่นเดียวกับ Aspirin คือถ้าให้เพียง 1-2 ครั้งมักจะไม่มีผลเสียต่อทารก
แต่ถ้าให้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจทำให้ทารกหลับหรือทานนมน้อยกว่าปปกติได้
ส่วนยาระงับปวด กลุ่ม Meperisine (Demerol) หรือpentazocine (sosegon)
อาจทำให้ทารกแรกเกิดมี depression ได้แม้ว่าจะมีปริมาณซึ่งออกมาทางน้ำนมค่อนข้างน้อย
2. ยาปฏิชีวนะ
(Antibiotics)
ยาในกลุ่ม
Penicillin มักไม่ทำให้เกิดพิษ แต่อาจเกิด hypersensitivity ขึ้นได้ ในช่วงเดือนแรกของชีวิตทารกแรกเกิดไม่ควรได้รับยาในกลุ่ม
Sulfa เพราะนอกจากจะทำให้เกิดภาวะ Kernicterus
ได้ง่ายแล้ว ยังเป็นข้อห้ามสำหรับทารกซึ่งมีภาวะพร่อง enzyme
G-6PD ด้วย ทารกซึ่งมารดาได้รับยาเกิน 10 วัน
ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ยา Tetracycline ในหญิงขณะให้นมบุตรเช่นเดียวกับยา
Chloramphenicol ซึ่งอาจทำให้ทารก้กิดอาการ
Grey baby syndrome หรือมีอัตราเสี่ยงการเกิด Aplastic anemia เพิ่มมากขึ้น ยาในกลุ่ม
Aminoglycoside สามารถขับออกทางน้ำนมได้ดีแต่การดูดซึมโดยลำไส้ของทารกมีขีดจำกัด
ถ้ามารดามีความจำเป็นต้องใช้ยากลุ่ม Metronidazole
(Flagyl) เพียง 1 ครั้ง
( single dose ) ควรบีบน้ำนมทิ้ง 24 ชั่วโมงหลังการให้ยา
หลังจากนั้นสามารถให้นมแม่ต่อไปได้แต่บางท่านแนะนำว่าควรไปใช้ยาอืนแทนเพราะอาจทำให้ทารกดูดนมน้อยลง(decrease
apatite) อาเจียนหรือมีผลเสียต่อระบบโลหิตของทารกก็ได้
ในสัตว์ทดลองให้เป็นระยะเวลานาน ๆ อาจทำให้เกิดมะเร็งได้
3.
กาแฟ (caffeine ) และยาในกลุ่ม
methylxanthine
ปัญหาเรื่องผลของการดื่มกาแฟยังเป็นที่ถกเถียงกันมากแม้ว่าการได้รับยา
caffeine ในขนาดที่ใกล้เคียงกับปริมาณในกาแฟขนาด 1 ถ้วย จะทำให้ระดับของยาในทารกมีค่าเพียงประมาณร้อยละ 1 ของระดับยาในแม่ก็ตาม ถ้าทารกได้รับยาอย่างต่อเนื่อง
มีรายงานว่าอาจทำให้ทารกตื่นร้องกวนตลอดเวลาได้ ควรระลึกไว้เสมอว่า
Caffeine นั้นไม่ได้มีอยู่ในเฉพาะเครื่องดื่มกาแฟแต่เพียงอย่างเดียว
แต่เป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มหลายชนิดได้ เช่น Cola เป็นต้น
มารดาซึ่งป่วยด้วยโรคหอบหืดอาจได้รับการรักษาด้วยยาในกลุ่มของ Methylxanthine,ค่า M/P ratio ของมารดาซึ่งได้รับยา theophylline ชนิดรับประทานจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0.60-0.73 ยาในกลุ่มนี้จะไม่มีผลข้างเคียงต่อทารก
4.
ยาในระบบไหลเวียนเลือด (cardiovascular drugs)
ถ้ามารดาได้รับ
Digoxin .o-okf 0.5 mg ปริมาณที่ทารกได้รับนั้นจะต่ำมาก (1.1 mg/ml) ยา
Digoxin จึงไม่ถือว่าเป็นข้อห้ามขณะที่ให้นมแม่
Propanolol เป็นยาซึ่งขับออกมาทางน้ำนมได้ดีแต่ระดับยาในทารกต่ำกว่า0.1
ของระดับแม่ให้นม แต่มีรายงานถึงผลข้างเคียงของยา propanolol ในทารกซึ่งได้รับนมแม่ว่าอาทำให้เกิดภาวะ
hypoglycemia ได้ถ้าจะบริหารยานี้ขณะที่ให้นมบุตร ควรเฝ้าสังเกตุอาการของ
hypoglycemia ในทารกด้วย เป็นที่ทราบโดยทั่วกันมานานแล้วว่า Reserpine ซึ่งนำมาใช้รักษา
hypertension ในมารดาอาจทำให้ทารกมีอาการหายใจลำบาก ( Nasal
stuffiness) หัวใจเต้นช้า (bradycardia)
หรือมีสารคัดหลั่งเพิ่มมากขึ้นในระบบทางเดินหายใจได้จึงไม่ควรยานี้ในระยะให้นมบุตร
ยาในกลุ่มยาขับปัสสาวะ (diuretics) เช่น Furosemide Chlorthiazide และ Hydrochlorothiazide รวมทั้ง Ethacrynic acid ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในทารกซึ่งมีภาวะตัวเหลือง(hyperbilirubinemia) โดยเฉพาะทารกคลอดก่อนกำหนด
เพราะอาจทำให้เกิด Kernicterus ขึ้นได้
4.
ยาในกลุ่ม (Anticholinergics และ Anticoagulants)
ยาในกลุ่ม Anticholinergics ที่สำคัญคือ Atropine และ Scopolamine hyoscine ยา Atropine สามารถขับออกทางน้ำนมได้ดี
และอาจทำให้มีการเปลียนแปลงของอุณหภูมิ ท้องผูกหรือมี urinary retention ได้ในทารกซึ่งมีความไว (sensivity)ต่อยานี้
มารดาซึ่งป่วยด้วยโรค peptic ulcer มักจะได้รับยา Cimetidine (Tagamet) ซึ่งเป็น H2 - receptor antagonist เนื่องจากยานี้ขับออกทางน้ำนมได้ดีจึงมีผู้แนะนำว่าไม่ควรใช้ยานี้ในหญิงขณะให้นมบุตร
ยาซึ่งนำมาใช้เป็นสารกันเลือดแข็งตัว (anticoagulants) มีอยู่
2 ชนิดที่สำคัญคือ Heparin และ Wafarin Heparin เป็นสารโมเลกุลใหญ่ผ่านออกทางน้ำนมได้น้อย
ส่วน Wafarin นั้นไม่พบว่ามีการขับออกทางน้ำนมแต่อย่างใด
จึงเหมาะที่จะนำมาใช้ขณะให้นมบุตร อย่างไรก็ตาม
ถ้าทารกเหล่านี้ได้รับอุบัติเหตุและมีการเสียเลือด รวมทั้งจะต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดแพทย์ควรตรวจสอบการแข็งตัวของเลือดในทารกกลุ่มนี้เสมอ
6.
ยาในกลุ่ม Antithyroid
ยาที่เข้า
Iodide รวมทั้งยาต้านการทำงานของต่อม thyroid บางตัวเช่น
thiouracil methimazole (Tapazole) นั้นสามารถผ่านทางน้ำนมได้
และจะกดการทำงานของต่อม thyroid ทำให้เกิด goiter ขึ้นได้แต่ propylthiouracil (PTU) ซึ่งเป็นยาในกลุ่มนี้เช่นกันสามารถนำมาใช้ได้เพราะปริมาณที่ขับออกทางน้ำนมนั้นน้อยมาก
(0.025-0.077 ของ Total single dose)
7.
ยาระบบประสาทและยาระงับจิตประสาท (CNS and Psychotherapeutic
agents)
ยาทางระบบประสาทที่ใช้กันมานานคือ phenobarbital นั้นค่อนข้างจะปลอดภัยในทารกซึ่งได้รับนมแม่แต่ควรเฝ้าสังเกตอาการของทารกใกล้ชิด
เพราะอาจทำให้ทารกหลับหรือดูดนมน้อยกว่าปกติได้ Phenytion ไม่ทำให้ทารกหลับเหมือนกับ Phenobarbital แต่อาจทำให้ทารกมีอาการอาเจียน
มีผืนขึ้น สั่น(tremor) หรือมีภาวะ methemoglobinemia ได้ถ้าจะใช้ Vaproic acid ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
ถ้าต้องการใช้เป็นระยะเวลานาน ๆ
แม้ว่าระดับยาในน้ำนมค่อนข้างต่ำ
แต่อาจมีการสะสมของยาและทำให้เกิดพิษต่อทารกได้ เพราะยามี half life ค่อข้างยาว ดังนั้นเมื่อมารดาได้รับยากันชักที่กล่าวมาในระยะให้นมบุตรควรเฝ้าสังเกตการดูดนมและการเจริญเติบโตของทารกเป็นพิเศษ
ยาในกลุ่ม Diazeam,Librium,Tranxene อาจทำให้ทารกมีอาการง่วงซึม และดูดนมไม่ดีได้ อาการ hypotonia อาจพบได้ในมารดาซึ่งได้รับยา
Lithium ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ยาดังกล่าวขณะให้นมบุตร ส่วนยา Tricyclic antidepressant เช่น Imipramine และ Amitriptyline
สามารถนำมาใช้ในมารดาได้แต่ควรเฝ้าสังเกตทารกรายนั้นอย่างใกล้ชิด
8.
ยา Contraceptive
ยาในกลุ่มนี้ส่วนมากจะไม่มีผลต่อปริมาณน้ำนมยกเว้น Combined estrogen Progesterone
pill ซึ่งอาจทำให้ปริมาณน้ำนมลดลง และทำให้ระยะการให้นมสั้นลงได้
Contraceptive agents ส่วนใหญ่ไม่มีผลระยะยาวต่อทารก
แต่มีรายงานบางรายงาน กล่าวว่า Combined pill อาจทำให้ทารกเจริญเติบโตไม่ดีได้
ดังนั้นถ้ามีความจำเป็นจะต้องใช้ยาบางอย่างในระยะให้นมบุตร
และต้องการหลีกเลี่ยงผลเสียที่อาจเกิดแก่ทารกเราควรมีขั้นตอนในการปฏิบัติดังนี้
1. หยุดใช้ยาดังกล่าว
2. อาจเลื่อนการใช้ยาดังกล่าวออกไปถ้ายังมีความจำเป็นที่จะ
ต้องใช้ยาขณะนี
3. พยายามเลือกใช้ยาที่ผ่านออกทางน้ำนมได้น้อย เช่น ควรเลือกใช้ Propranolol มากกว่า Atenolol เป็นต้น
4. เลือกวิธีการบริหารยาแบบอื่นเพื่อให้ยาผ่านมายังน้ำนมน้อยสุด
เช่น เลือกวิธีบริหาร
เฉพาะที่ (topical)
แทนการบริหารแบบ systemic
5. ถ้ายามี half life สั้นและไม่ได้เป็นชนิดออกฤทธิ์นาน
(sustained release) ควรหยุดการให้นมในระยะที่ระดับของยาขึ้นสูงสุด
6. ถ้ายามี half life ยาว
ควรบริหารยาดังกล่าวตอนกลางคืน (ถ้าทารกรายนั้นไม่ได้ทานนามตอนกลางคืน)
7. ถ้าต้องการให้ยาแก่มารดาในระยะสั้น อาจหยุดนมแม่ชั่วคราว
แล้วกลับมาให้นมแม่ใหม่เมื่อเลิกใช้ยานั้น
8. ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้
และยานั้นมีความสำคัญต่อมารดาจริง ๆ ก็อาจจำเป็นต้องหยุดการให้นมแม่
โดยสรุป จากการศึกษาที่ผ่านมาถึงปัจจุบันพบว่ายาส่วนมากสามารถนำมาใช้ได้ในหญิงขณะให้นมบุตรเพราะปริมาณซึ่งผ่านออกมาทางน้ำนมมีน้อยจึงไม่ทำให้เกิดพิษต่อทารกแรกเกิด
แต่ควรพิจารณาด้วยความระมัดระวังเมื่อต้องการให้นมแม่แก่ทารกคลอดก่อนกำหนด
ถ้าไม่แน่ใจว่ายานั้นสามารถขับออกทางน้ำนมได้หรือไม่และ/หรือยานั้นจะมีผลเสียต่อทารกเพียงใด
ควรศึกษาค้นคว้าจากรายงานต่าง ๆ ให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะให้ breast feeding แก่ทารกรายนั้น ปัจจุบันยาซึ่งเป็นข้อห้ามของการให้ breast feeding
มีดังต่อไปนี้
1.
Anticancer drugs
2.
Radio-active drugs
3.
Lithium
4.
Chloramphenicol
5.
Phenylbutazone
6.
Atropine
7.
Ergot alkaloid
มารู้จักยาเม็ดคุมกำเนิดกันอีกสักนิด
ยาเม็ดคุมกำเนิดเริ่มใช้ในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2505 เป็นชนิดฮอร์โมนรวมที่ม่ขนาดของฮอร์โมนเอสโตรเจน
50 ไมโครกรัม
ในระยะแรกใช้ประโยชน์ของยาเม็ดคุมกำเนิดเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในการวางแผนครอบครัวเท่านั้น
แต่ท่านทราบไหมว่ายาเม็ดคุมกำเนิดยังมีประโยชน์หลายอย่างได้แก่
1.ป้องกันการตั้งครรภ์จากการมีเพศสัมพันธ์ ชั่วคราวหรือถูกข่มขืน
2.รักษาการที่มีเยื่อบุมดลูกหนา ประจำเดือนไม่ปกติ (DYSFUNCTIONAL UTERINE
BLEEDING)
3.รักษาการที่มีประจำเดือนมากกว่าปกติ(HYPERMENORRHEA)
4.รักษาโรคของผนังมดลูกเจริญผิดที่(ENDOMETRIOSIS)
5.รักษาโรคเครียดก่อนมีประจำเดือน(PERMENTRUAL
TENSION)
6.รักษาอาการปวดประจำเดือน(DYSMENORRHEA)
7.รักษาสิว
8.ใช้เลื่อนประจำเดือน
การใช้ยานี้เพื่อบำบัดโรคและอาการต่างๆเหล่านี้ก็มีขนาดและวิธีการใช้แตกต่างกัน
ขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้ อาการ และความรุนแรงของโรค
ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีจำหน่ายในบ้านเราแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ
1.ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม
1.1ชนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนทุกเม็ดเท่ากัน
1.2ชนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนต่างกัน
2.ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนเดี่ยวขนาดน้อย
3.ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนทั้งชนิดและปริมาณต่างกัน
4.ยาเม็ดคุมกำเนิดหลังร่วมเพศ
ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีใช้อยู่ในโครงการวางผนครอบครัวแห่งชาติในปัจจุบันมีประเภทเดียว
คือ ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ชนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนทุกเม็ดเท่ากัน
ซึ่งมีชื่อทางการค้าอยู่
7 ชื่อ และ 7 ชื่อนี้จัดอยู่ใน 1 ประเภทใหญ่ คือ
ชนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจน 50 ไมโครกรัม หรือเรียกว่าขนาดฮอร์โมนมาตรฐาน(Standard dose)มีอยู่ 3 ชื่อ
ชนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจน 30 ไมโครกรัม หรือเรียกว่าฮอร์โมนต่ำ(Low dose)มีอยู่ 4 ชื่อ
ทำไมจึงได้นำยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนต่ำมาใช้
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนต่ำ
เป็นผลจากการพัมนายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนมาตรฐานมาเพื่อให้มีขนาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในปริมาณที่น้อยที่สุดเท่าที่จะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดได้
โดยจะมีอาการข้างเคียงลดลงกว่าเดิม
จนผู้รับบริการยาเม็ดคุมกำเนิดสามารถรับประทานยานั้นต่อไปได้
แต่เนื่องจากมีปริมาณฮอร์โมนน้อย ปฏิกิริยาต่อร่างกายก็ค่อนข้างจะะสั้นและถูกขับออกจากร่างกายเร็วกว่าฮอร์โมนมาตรฐาน
ดังนั้นเพื่อให้ประสิทธิภาพคุมกำเนิดที่เกิดจากกลไก
1.การระะงับการตกไข่
2.มูกปากมดลูกเหนียว
3.เยื่อบุมดลูกไม่เหมาะในการฝังตัวของไข่
ยังคงเกิดผลอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง
การรับประะทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนต่ำ
จะต้องพยายามให้สม่ำเสมอในช่วงเวลาเดียวกัน
และต้องไม่ลืมเพราะจะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ง่าย และมีเลือดออกกกะปริบกะปรอย
แต่เมื่อเปรียบเทียบผลดีที่ได้รับการที่ร่างกายได้รับยาปริมาณน้อย
แต่ยังคงประสิทธิภาพการคุมกำเนิด และอาการข้างเคียงน้อยลง
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนต่ำจึงได้รับการพิจารณาให้นำมาใช้ในการวางแผนครอบครัวแห่งชาติหลังจากที่ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนมาตรฐานได้ใช้ไปปแล้วในระยะเวลาหนึ่ง
จนผู้รับบริการมีความคุ้นเคยต่อวิธีการรับประทานยาเม็ดคุมกกำเนิดเป็นอย่างดี ดังนั้นการเปลี่ยนชนิดของยาให้เหมาะสมขึ้น
โดยไม่เปลี่ยนวิธีรับประทาน จึงไม่น่าจะมีปัญหาทั้งผู้รับและผู้ให้บริการ
และสมควรที่จะมีการให้คำปรึกษาแก่ผู้รับบริการรายใหม่ที่ต้องการใช้วิธีคุมกำเนิดวิธีนี้ได้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนต่ำ
หรือแม้แต่ผู้ที่รับบริการยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดมาตรฐานอยู่แล้วก็ควรจะเปลี่ยนมารับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนต่ำถ้าใช้ยานี้แล้วไม่มีเลือดออกกะปริบกะปรอย
เพราะแต่ละคนมีการตอบสนองต่อปริมาณของฮอร์โมน หรือความต้องการของฮอร์โมนแตกต่างกัน
ซึ่งไม่ใช่เป็นสิ่งผิดปกติและสามารถให้การบำบัดได้เช่นเดียวกับการให้การบำบัดอากการข้างเคียงของยาฉีดคุมกำเนิด
การมียาหรือวิธีคุมกำเนิดให้ผู้รับบริการได้ตัดสินใจเลือกใช้บริการด้วยตนเองหลายอย่าง
ตามความเหมาะสมของอายุ ร่างกาย จำนวนบุตร
และระยะเวลาที่ประสงค์จะคุมกำเนิดเช่นนี้จะทำให้มีอัตราการคงใช้ในแต่ละวิธีสูงขึ้น
และอัตราการคุมกำเนิดจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เอกสารอ้างอิง
ณรงค์ ฉายากุล พ.บ.กองอนามัยครอบครัว,กระทรวงสาธารณสุข,กทม. 10200
จดหมายข่าวอนามัยครอบครัว:ปีที่ 1 ฉบับที่ 3
ก.ค.-ก.ย;2536